6เหตุผลที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน-02

      ปัจจุบัน สัญญาณเตือนต่างๆ ในร่างกายที่บ่งบอกถึงการขาดวิตามิน เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของทุกๆคน สามารถเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น การทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา การทำงานหนัก การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะความเครียด การรับประทานอาหาร 5 หมู่ ไม่ครบ และ วิตามินแร่ธาตุ ไม่เพียงพอต่อร่างกาย จนขาดการดูแลตัวเอง ถึงจะมีการบริโภคผักและผลไม้ไปแล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน อาจส่งผลทำให้เกิดสัญญาณเตือนร่างกายขาดวิตามินได้

รู้จักกับวิตามิน วิตามินคืออะไร?


      วิตามินเป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่ ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้และสัตว์ต่าง ๆ โดยร่างกายของคนเราจะใช้วิตามินเพื่อช่วยทำให้มีปฏิกิริยาในร่างกายเกิดขึ้น ส่งผลให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปตามปกติ หรือพูดง่าย ๆ คือ วิตามินเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นในรถยนต์ที่จำเป็นต้องมี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้ให้พลังงานแก่รถ นั่นคือ วิตามินไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกาย แต่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับวิตามินเพื่อไปทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน คนเราต้องการวิตามินในปริมาณที่น้อยแต่ขาดไม่ได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ส่วนมากวิตามินชนิดต่าง ๆ ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง แต่จะต้องรับจากภายนอก ซึ่งได้จากการรับประทานอาหารหรือการรับประทานอาหารเสริม

6 สัญญาณเตือนร่างกายขาดวิตามิน


      1. อาการอ่อนเพลีย อาการอ่อนเพลีย อาจเกิดได้หลายปัจจัย การขาดวิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่ (วิตามิน B2, B3, B5, B6, B9, B12, C, D, เหล็กและแมกนีเซียม) อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียเป็นอีกอาการหนึ่งของการขาดวิตามินที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นจำนวนมาก


      2. ผมขาดหลุดร่วง เส้นผมไม่แข็งแรงอาการผมขาดหลุดร่วง สามารถเกิดได้หลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นภาวะความเครียด สภาวะจิตใจ การผ่าตัด การติดเชื้ออักเสบ แพ้ยา การขาดสารอาหาร เกิดจากการได้รับวิตามินไม่ครบถ้วน การรับประทานอาหารไม่ครบถ้วนเช่นกัน เกิดจากการขาดวิตามิน ธาตุเหล็ก ทำให้ผมยาวช้า ไม่มีผมที่เกิดขึ้นใหม่ ไปจนถึงผมหลุดร่วง วิตามินบี3, วิตามินบี 7 ทำให้เกิดผมขาดหลุดร่วงเป็นหย่อม ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดผมร่วงได้อยู่เป็นประจำ


      3. ปวดกระดูกและปวดข้อ อาการที่คนเป็นส่วนใหญ่คือ ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) นั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่า ร่างกายมีภาวะขาดวิตามินดี จะทำให้ร่างเกิดการดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง ทำให้มวลกระดูกลดลง เสี่ยงต่อการแตกหักง่าย และยิ่งเราปล่อยให้ร่างกายขาดวิตามินดีนานเข้าอาจก่อให้เกิดโรคร้ายที่อาจตามมาได้ อาทิทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดบริเวณกล้ามเนื้อ


      4. โรคปากนกกระจอก มีแผลบริเวณมุมปากด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน มีรอยแตก ปากนูนสีแดงชมพูอมม่วง เป็นสัญญาณเตือนร่างกาย ว่าร่างกายขาด วิตามินบี โดยเฉพาะ วิตามินบี2 และธาตุเหล็ก


      5. ปัญหาทางด้านสายตา ปัจจุบันมีการใช้สายตาอย่างหนักและเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบให้ดวงตาอ่อนล้า และเกิดความเสียหายหรือมีอาการต่างๆ ตาสู้แสงไม่ได้ ตาไวต่อแสง ตาแห้ง เกิดจากการขาดวิตามินเอที่ไม่เพียงพอต่อวัน


      6. ผิวหนังอักเสบหรือมีรังแคโรคผิวหนังอักเสบ หรือ ที่หลาย ๆ คนเรียกว่า โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis : SB) เป็นโรคที่มีภาวะผิวหนังอักเสบจากต่อมไขมันในชั้นผิวหนังอาการผิวหนังอักเสบ รวมไปถึงการเกิดรังแค เกิดจากการขาดแร่ธาตุสังกะสี วิตามิน บี3 (Niacin) วิตามินบี 2 (Riboflavin) และวิตามินบี 6 (Pyridoxine)

วิตามินแต่ละชนิด หากขาดไปจะส่งผลอะไรแก่ร่างกาย?


1. การขาดวิตามินเอ

      เสี่ยงเป็นหวัดง่าย ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง ทำให้ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ช่อง ปาก คอ ด้านดวงตา เกิดอาการตาฟาง ตาสู้แสงแดดไม่ได้ มองเห็นในที่มืดได้น้อยลง จนอาจนำไปสู่สภาวะตาบอดตอนกลางคืนได้


2. การขาดวิตามินบี

      ทำให้เกิดอาการชา เหน็บชาตามแขนและตามขา การขาดวิตามินบี อาจทำให้เกิดอาการเหน็บชาขึ้นได้ การขาดวิตามินบีทำให้เครียดง่าย ปวดหัวไมเกรนบ่อยครั้งเบื่ออาหาร ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ปกติ จึงทำให้รู้สึกไม่อยากอาหารโลหิตจาง เนื่องจากวิตามินบีมีส่วนในการเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยให้เม็ดเลือดแดงสามารถลำเลียงออกซิเจนไปตามอวัยวะต่างๆได้ตามความต้องการของร่างกาย การได้รับวิตามินที่ไม่เพียงพอจึงทำให้การทำงานของเม็ดเลือดแดงผิดปกติ และยังอาจส่งผลให้อวัยวะรวมไปถึงกล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานผิดปกติด้วยผิวหนังอักเสบ แสบคันตามผิวหนัง เป็นสิว การขาดวิตามินบีทำให้ไขมันถูกขับออกมาตามส่วนต่างๆ ของผิวหนัง จนทำให้เกิดการอุดตัน อักเสบขาดวิตามินซีมีอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น รู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา เลือดออกตามไรฟัน


3. การขาดวิตามินซี

ทำให้หลอดเลือดเปราะบางและแตกง่าย จนทำให้เกิดปัญหาในช่องปาก ภูมิต้านทานลดลง ทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย


4. การขาดวิตามินดี

      การขาดวิตามินดีจึงทำให้เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนซึ่งเป็นโรคที่ไร้สัญญาณเตือน นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงขาดวิตามินอี


5. การขาดวิตามินอี

      จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทโดยตรง ตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้าลง ทรงตัวได้ยาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง

วิธีป้องกันเมื่อร่างกายขาดวิตามิน


      การเลือกรับประทานอาหารในการเสริมสร้างวิตามินในร่างกาย จะต้องคำนึงถึงคุณค่าและประโยชน์ ให้กับตนเองอย่างครบถ้วน การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรือการเลือกรับประทานอาหารเสริม ที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้เอง จึงจำเป็นที่จะต้องรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป โดยกลุ่มวิตามิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ


         1) วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และ เค

        2) วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี จะอยู่ในร่างกาย 2 – 4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางไตมากับปัสสาวะ 


ทานมากเกินไปมีผลเสียหรือไม่ ?


      หลายคนซื้อวิตามินเสริมมาทานเองหลายชนิด โดยไม่ทราบว่าร่างกายต้องการวิตามินชนิดใดและต้องในปริมาณเท่าใดจึงจะเพียงพอ การทานอาหารเสริมหลายอย่างอาจจะได้รับวิตามินและแร่ธาตุซ้ำกันจนได้รับเกินขนาด เช่น ได้รับธาตุเหล็กมาเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้รับวิตามินเอมากเกินไปก็เป็นพิษต่อตับ การได้รับแร่ธาตุบางอย่างมากเกินไปก็จะรบกวนการดูดซึมของแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่ง ทำให้ตัวหนึ่งขาด ตัวหนึ่งเกิน การทานสารสกัดจากพืชบางชนิดในปริมาณมากเป็นเวลานานอาจเกิดปัญหากับตับและไต


การตรวจเลือดวัดระดับวิตามินและแร่ธาตุในเลือด


      ทำให้แพทย์ทราบว่าร่างกายขาดวิตามินตัวไหน และร่างกายต้องการในปริมาณเท่าใด แพทย์สามารถให้คำแนะนำเรื่องอาหารที่ควรทานและวิตามินอาหารเสริมที่ควรทานเพิ่ม

วิตามินแต่ละชนิดมีส่วนช่วยในเรื่องใดบ้าง ?



      • วิตามินเอ (Vitamin A) พบมากในจำพวก นม ผักใบเขียว ผลไม้สีเหลือง ส้ม มีส่วนช่วยเสริมการบำรุงในเรื่องของการมองเห็น บำรุงสายตา กระดูก ฟัน เหงือก รวมถึงเรื่องการอักเสบของผิว จุดด่างดำ

      • วิตามินบี 1 (Thiamine; ไทอะมีน) พบมากในเมล็ดทานตะวัน จมูกข้าว ช่วยบำรุงระบบประสาท บำรุงสมอง ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต บำรุงกล้ามเนื้อ ช่วยให้หัวใจทำงานเป็นปกติ สามารถรักษาโรคงูสวัดและเหน็บชา

      • วิตามินบี 2 (Riboflavin; ไรโบฟลาวิน) พบได้ ธัญพืช เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ลดอาการอ่อนล้าของสายตาจากการทำงาน ลดความเจ็บปวดจากอาการไมเกรน

      • วิตามินบี 3 (Niacinamide; ไนอะซินาไมด์) มีส่วนสำคัญในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายให้ลดลง ช่วยเผาผลาญไขมัน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการวิงเวียนศีรษะของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

      • วิตามินบี 5 (Pantothenic acid; กรดแพนโทเทนิก) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายป้องกันอาการอ่อนเพลีย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ รักษาอาการเหน็บชาที่มือและเท้า

      • วิตามินบี 6 (Vitamin B6; ไพริด็อกซิน) พบได้มากในรำข้าว จมูกข้าว ข้าวกล้อง ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ทำให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและไขมันได้ดียิ่งขึ้น ป้องกันโรคทางประสาทและโรคผิวหนังบางชนิด และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายได้

      • วิตามินบี 9 (Folate; โฟเลต) ช่วยบำรุงผิวพรรณ แก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ ป้องกันแผลร้อนใน พยาธิในลำไส้ และอาการแพ้จากอาหารเป็นพิษ หากรับประทานร่วมกับพาบา (PABA) และวิตามินบี 5 ช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลงได้

      • วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin; โคบาลามิน) พบได้มาก ในนม โยเกิร์ต บำรุงระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรง เพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว บรรเทาอาการหงุดหงิด ลดความเครียด เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย และสามารถทำให้ร่างกายนำไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

      • ไบโอติน (Biotin; วิตามินบี 7) ช่วยรักษาสุขภาพผิวพรรณ เส้นผมและเล็บ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ช่วยเผาผลาญไขมันและโปรตีน

      • วิตามินซี (Vitamin C) พบได้มากในส้ม สัปปะรด มะเขือเทศ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย ลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ ป้องกันหวัด

      • วิตามินดี (Vitamin D) มาจากการได้รับแสงแดดในช่วงเช้า หรือ อาหารจำพวกน้ำมันตับปลา นม ไข่ ปลาแซลมอน มีส่วนช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันหวัด ป้องกันโรคกระดูกบาง และกระดูกพรุนได้

      • วิตามินอี (Vitamin E) ป้องกันอนุมูลอิสระ ชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์ ป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL Cholesterol) ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รวมถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต

      • วิตามินเค (Vitamin K) พบได้มากใน ผักใบเขียว มะเขือเทศ น้ำมันถั่ว ตับ ป้องกันเลือดออกภายในและเลือดออกไม่หยุด บรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ ช่วยในกระบวนการสร้างลิ่มเลือด ป้องกันกระดูกเปราะ 


สรุป


      ปัจจุบันอาหารด้านการกิน มีความเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก และมีหลากหลายรูปแบบ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ สามารถเลือกบริโภคได้หลากหลาย และรวดเร็ว แต่หากรับประทานของมันของทอดมากเกินไป หรือ ข้าวแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำอัดลม และการรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอต่อวัน อาจมีความเสี่ยงในการขาดสารอาหาร และได้รับวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน ใยอาหารน้อย ไม่ครบถ้วน อาจส่งผลให้เกิดโทษแก่ร่างกายได้ เช่น เป็นหวัดง่าย ภูมิแพ้ ไม่สบาย ท้องเสีย ควรหมั่นเสริมสร้างด้วยอาหารเสริม ที่มีส่วนประกอบเป็นวิตามินรวม ที่เสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง


ขอขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลกรุงเทพ , โรงพยาบาลพญาไท , โรงพยาบาลเพชรเวช


รับผลิตอาหารเสริม MULTIVITAMIN & MINERALS สูตรเสริมวิตามินรวม แร่ธาตุ

เสริมภูมิคุ้มกันจากวิตามินแร่ธาตุ นวัตกรรมจากธรรมชาติ

Multivitamin Support Dietary Supplement

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรเสริมสร้างวิตามินแร่ธาตุให้ร่างกายแข็งแรง

ผลิตเริ่มต้นขั้นต่ำ 300 ขวด



จะรู้ได้ยังไง ? ว่าร่างกาย ขาดวิตามิน 💊




Innova Health  โรงงานรับผลิตอาหารเสริมในรูปแบบ OEM ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service สารสกัดนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลก ปลอดภัย มั่นใจ โรงงานได้รับมาตรฐานสากล พัฒนาสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอาหารเสริม รับผลิตขั้นต่ำน้อย เพียง 300 ขวดต่อสูตรเท่านั้น 

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันทีทาง LINE 

เพิ่มเพื่อน

หรือโทรสายด่วน 091-815-4442 (ฝ่ายขาย)



บทความที่น่าสนใจ


2VitaminD2,D3ที่คนไทยมองข้าม010
ทานวิตามินอย่างไร
หยุดปัญหาผมร่วงด้วยวิตามินผม
วิตามินเสริมป้องกันภาวะซีดโลหิตจางเลือดน้อย